วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559

วิหคเพลิง ฟีนิกซ์ (Phoenix)


วิหคเพลิง ฟีนิกซ์ (Phoenix)




     ในตำนานของพวกอียิปต์โบราณ ฟีนิกซ์ ถือเป็นสัตว์เทพที่ควรค่าแก่การบูชาและยกย่องนับถือ ฟีนิกซ์เป็นเทพแห่งไฟ ดังนั้นจะสังเกตได้จากลักษณะของขนนกของนกฟีนิกซ์ ซึ่งจะเปล่งประกายเป็นสีเหลืองทองคล้ายกับเปลวไฟ แต่บ้างก็ว่า ฟีนิกซ์ปกคลุมด้วยเปลวไฟทั่วทั้งตัว และด้วยความที่เป็นสัตว์เวทย์ตัวหนึ่งที่เป็นเทพแห่งไฟ บางครั้งจะอาจพบว่า ฟีนิกซ์สามารถใช้มนตร์ไฟได้

นกฟีนิกซ์มีขนาดตัวเท่ากับนกอินทรีตัวโตๆ รูปร่างสวยสง่างาม ส่วนของจงอยปากและขาจะเป็นสีทอง และมีประกายขนเป็นสีแดงถึงเหลืองทอง ฟีนิกซ์มีเสียงร้องอันแสนไพเราะเพราะพริ้ง ก้องกังวาลราวกับเสียงดนตรี บทเพลงของฟีนิกซ์ มีความสามารถในการกระตุ้นความกล้าหาญ และก่อให้เกิดความเกรงกลัวในจิตใจที่กำลังคิดร้ายได้ ฟีนิกซ์เป็นสัตว์ที่นิสัยอ่อนโยน บางครั้งก็ดูหยิ่งผยอง แต่บางครั้งก็เต็มเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ ตำนานบางเรื่องเล่าขานกันว่า นกฟีนิกซ์สามารถคืนชีวิตให้แก่ผู้ตายได้ โดยน้ำตาของนกฟีนิกซ์มีพลังในการรักษาบาดแผลได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถฟื้นพลังทั้งหมดให้กลับสู่ภาวะปกติได้อีกด้วย

เชื่อกันว่า นกฟีนิกซ์เป็นสัญลักษณ์แห่งความมีชีวิตเป็นอมตะนิรันดร เพราะมันสามารถฟื้นคืนชีพได้ใหม่เสมอ โดยเมื่อจากที่ฟีนิกซ์สิ้นอายุขัย (500 ปีหรือ 1461 ปี) ร่างกายของมันก็จะลุกเป็นไฟ จากนั้นลูกนกฟีนิกซ์ตัวใหม่ก็จะฟื้นคืนชีพมาอีกครั้ง

ตำนานนกฟีนิกซ์ปรากฏอยู่ทั่วไปในอารยธรรมโบราณ โดยมนุษย์เชื่อกันว่า นกฟีนิกซ์นั้นเป็นนกที่สวยงามที่สุดในโลก และคาดว่าเป็นเครือญาติเดียวกันกับหงส์หรือนกยูง ฟีนิกซ์จะมีสีแดงเข้มคล้ายสีของไฟ และมีแผงคอเป็นสีทอง ผสมด้วยสีแดงและสีน้ำเงิน บางที่ก็ว่าเป็นสีม่วง หรือมี 5 สีตามความแบบความเชื่อของจีน ซึ่งสีแต่ละสีที่ปรากฎขึ้นมาน่าจะเป็นการผลัดขนหลายๆครั้งตลอดช่วงชีวิตของมันในช่วงระยะเวลา 500 ปีผ่านมานั่นเอง

วรรณกรรมกรีกโบราณที่มีชื่อว่า Account of Egypt ที่แต่งขึ้จนโดยกวีเฮโรโดตัส เมื่อประมาณ 430 ปี ก่อนคริสตกาลเป็นวรรณกรรมเรื่องแรกที่กล่าวถึงนกฟีนิกซ์ ตามตำนานกล่าวเอาไว้ว่า เมื่อนกฟีนิกซ์ใกล้จะหมดอายุขัยในช่วงอายุ 500 ปี มันจะเริ่มรู้ถึงชะตากรรมที่จะเปลี่ยนแปลงไปของตนเอง โดยจะสร้างรังกองฟืนไม้เครื่องเทศที่มีกลิ่นหอมขึ้นมา แล้วนั่งคอยที่กองฟืนแห่งนั้นพร้อมร้องเพลงอย่างสบายใจ เมื่อแสงแรกของดวงอาทิตย์สาดเข้ามาต้องกานฟีนิกซ์ มันก็จะเผาตนเองด้วยไฟจนไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน หลังจากนั้น ฟีนิกซ์หนุ่มตัวใหม่ก็จะถือกำเนิดขึ้นมาโดยเริ่มนับอายุเป็นศูนย์ใหม่นั่นเอง จากนั้นมันก็จะต้องทำภารกิจโดยการรวบรวมเอาเถ้าถ่านของพ่อแม่ที่ดับสูญไปแล้วไปฝังที่วิหารเฮลิโอโปลิส หรือนครแห่งตะวันในอียิปต์ แล้วจึงสามารถบินกลับมาใช้ชีวิตอยู่อย่างเป็นปกติได้จนกว่าจะถึงเวลาเปลี่ยนร่างอีกครั้ง

ส่วนจุดกำเนิดของตำนานนกฟีนิกซ์สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากหนังสือแห่งเวทมนตร์ที่ชื่อว่า Book of Dead เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงนกยักษ์ขนาดใหญ่ที่มีลักษณะคล้ายกับนกฟีนิกซ์ นกยักษ์ตัวนี้เป็นต้นแบบของวิญญาณอิสระที่ลุกขึ้นมาจากกองเพลิง จากนั้นจึงเคลื่อนที่ไปยังเฮลิโอโปลิสเพื่อประกาศยุคใหม่ และด้วยความที่แสงอาทิตย์ได้สาดส่องจากทิศตะวันออกไปสู่ตะวันตก นกยักษ์ตัวนี้จึงปรากฏกายขึ้นมาพร้อมกับการต้อนรับเช้าวันใหม่ จนถือเป็นสัญลักษณ์แห่งไฟและดวงอาทิตย์ ก็เพราะเหตุนี้นี่เอง

การฟื้นคืนจากความตายโดยเกิดใหม่จากกองเถ้าถ่านของตัวเอง ถือเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้แก่ศิลปินทั้งหลายทั้งนักกวีและนักเขียนได้นำเอาเรื่องราวเช่นนี้ไปเผยแพร่ต่อ จนในที่สุด เรื่องราวของนกฟีนิกซ์ก็แทรกซึมเข้าไปอยู่ในวรรณกรรมหรือนิยายหลายต่อหลายเรื่องจนดูสมจริงและน่าเชื่อถือ

อีกหนึ่งเรื่องเล่าของนกฟีนิกซ์ที่สอดคล้องกับอดีตกาลของเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ หรือที่ใครเรียกกันว่า เทพอพอลโล มีเรื่องเล่าว่า เทพอพอลโลได้เห็นถึงความสวยงามของนกฟีนิกซ์ และต้องการให้มาเป็นนกข้างกายของพระองค์ พร้อมกับได้มอบพรวิเศษที่เป็นอมตะตอบแทนการเป็นข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ที่ภักดีต่อพระองค์ ซึ่งเมื่อนกฟีนิกซ์ได้พรวิเศษดังกล่าวแล้ว ก็สุดแสนจะยินดี มันจึงก้มศีรษะเพื่อแสดงการคารวะ และเริ่มเปล่งเสียงร้องเพลงเพื่อสรรเสริญในการได้รับรางวัลครั้งนี้ เนื้อเพลง คือ “สุริยเทพผู้รุ่งโรจน์ สุริยเทพผู้สง่างาม ข้าจะเป็นประหนึ่งในผู้ขับขานบทเพลงเพียงเพื่อท่าน และเป็นนกฟีนิกซ์แห่งสุริยเทพแต่เพียงผู้เดียว ชั่วนิรันดร์” นอกจากนี้ นกฟีนิกซ์จะคอยขับกล่อมเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ในช่วงเวลาเช้าตรู่ของทุกวัน พร้อมกับบินไปทางตะวันออกเพื่อเปล่งเสียงสรรเสริญด้วย

แต่เมื่อเวลาผ่านไป 500 ปี นกฟีนิกซ์ก็เแก่ตัวลงเรื่อยๆ จนไม่มีแรงพอที่จะขับกล่อมเสียงเพลงให้แก่เทพเจ้าได้อีกต่อไป นกฟีนิกซ์จึงได้ร้องขอกับเทพแห่งดวงอาทิตย์ว่าให้ช่วยคืนความหนุ่มและความแข็งแรงกลับมาเป็นของตนอีกครั้ง แต่เหมือนว่าเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์จะไม่ได้ตอบรับอะไรแก่นกฟีนิกซ์ เจ้านกฟีนิกซ์จึงต้องบินกลับรังไปเช่นเดิม ระหว่างทาง นกฟีนิกซ์ได้พบกับไม้หอมนานาชนิด จึงได้เก็บเอาไว้เพื่อที่จะได้นำมาสร้างรังบนยอดต้นปาล์ม หลังจากนั้นก็ขอร้องความเป็นหนุ่มและความความแข็งแก่เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์อีกครั้ง ในครั้งนี้ คำร้องขอของนกฟีนิกซ์ก็สัมฤทธิ์ผล เพราะต่อจากนั้นไม่นาน ก็เกิดสายฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาบนรังของนกฟีนิกซ์ ทำให้ทั้งรังและนกฟีนิกซ์ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน จากนั้นก็ทำให้นกฟีนิกซ์หนุ่มตัวใหม่ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงขับกล่อมบทเพลงที่ดังกังวาลเพื่อสรรเสริญแก่เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์อีกครั้ง และในทุกๆ 500 ปีที่ล่วงเลยผ่านไป นกนกฟีนิกซ์ก็จะบินกลับมาที่เดิม เพื่อรอคอยให้สุริยเทพเผาตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อเปลี่ยนแปลงร่างกายให้กลับมาเป็นนกหนุ่มตัวใหม่ที่แข็งแรงอีกครั้ง

ตำนานกรีกยังมีเรื่องเล่าเพิ่มเติมอีกด้วยว่า นกฟีนิกซ์จะพักพิงอยู่ในแถบอาระเบีย โดยจะมีชีวิตอยู่ในบริเวณแหล่งน้ำที่มีอากาศเย็น และในทุกๆเช้าที่พระอาทิตย์เริ่มส่องแสง เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ก็จะต้องหยุดรถม้า เพื่อรอฟังการขับกล่อมเสียงเพลงอันแสนไพเราะของนกฟีนิกซ์ ในช่วงเวลาที่มันลงไปเล่นน้ำในทุกวัน นกฟีนิกซ์มีชีวิตที่แสนศิวิไลซ์ อาหารสุดโปรดของนกฟีนิกซ์จึงเป็น สายลมเบาๆ น้ำอมฤต น้ำค้าง หรือเมฆหมอกบริสุทธิ์ ที่ล่องลอยขึ้นมาเหนือแม่น้ำและท้องทะเล

ส่วนคุณลักษณะพิเศษของนกฟีนิกซ์ถือเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างไปจากสัตว์ตัวไหนๆ ฟีนิกซ์เป็นสัตว์ที่มีนิสัยอ่อนโยน แต่ก็มีอิทธิฤทธิ์ในการหายตัวหรือปรากฏตัวที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ เช่นเดียวกับตัวดิริคอว์ล เพลงที่นกฟีนิกซ์ขับร้องออกมาก็มีเวทมนตร์ที่กระตุ้นความกล้าหาญแห่งจิตใจที่บริสุทธิ์ในมนุษย์ และก่อให้เกิดความกลัวในจิตใจสำหรับบุคคลที่กำลังคิดร้ายอยู่ หากใครมีบาดแผลหรือสิ้นใจ ก็สามารถใช้น้ำตาของนกฟีนิกซ์เป็นยาในการรักษาบาดแผล และช่วยชุบชีวิตให้บุคคลผู้นั้นได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเจ้านกฟีนิกซ์จะหลั่งน้ำตาให้ใครก็ได้ในทุกคน บุคคลที่นกฟีนิกซ์จะหลั่งน้ำตาให้จะต้องมีคุณงามความดีมากพอที่จะมีสิทธิในการกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง

ด้วยวงจรชีวิตที่เกิดและตายใหม่ได้ทุกครั้ง ทำให้ตำนานของกรีกและโรมันเชื่อกันว่า นกฟีนิกซ์ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการมีชีวิตเป็นอมตะ การฟื้นคืนชีพ และเกี่ยวข้องกับเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ ทำให้ในช่วงต้นของคริสต์ศาสนา ได้มีการสลักรูปนกฟีนิกซ์ออกมาเป็นลวดลายบนหิน เพื่อใช้ปิดบนหลุมฝังศพ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ มีความหมายว่า เป็นผู้ที่จากไปและจะฟื้นกลับมามีชีวิตอีกครั้งนั่นเอง

ไม่เพียงแค่ตำนานเท่านั้น แต่เรื่องราวความเป็นอมตะของฟีนิกซ์ ยังปรากฏอยู่ในการ์ตูนหลายเรื่อง อย่างเช่น การ์ตูนญี่ปุ่นที่ชื่อว่า “ฮิโนโทริ วิหคเพลิง” ที่แต่งขึ้นโดย เท็ตซึกะ โอซามุ การ์ตูนเรื่องนี้แฝงเอาไว้ด้วยปรัชญาแห่งชีวิต ที่ได้รับคำชื่นชมจากผู้อ่านไม่ว่าจะเป็นรุ่นเล็กหรือรุ่นใหญ่มากที่สุด เนื้อหาที่บอกเล่าก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคำบอกเล่าที่กล่าวไว้ว่า หากผู้ใดได้ดื่มเลือดของฮิโนโทริ หรือวิหคเพลิง จะทำให้มีชีวิตเป็นอมตะไม่มีวันตาย และเพราะความกระหายอยากได้ของมนุษย์ ทำให้เป็นต้นเหตุของการเกิดสงครามล้างแผ่นดินขึ้นมานั่นเอง ซึ่งเนื้อเรื่องได้บอกเล่าถึงการเกิดและตายของนกฟีนิกซ์ เช่นเดียวกับที่เราเคยได้ยินตำนานในฝั่งตะวันตก แต่ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการแฝงปรัชญาแห่งชีวิตเอาไว้อีกมากมายด้วย ตัวอย่างตอนหนึ่งของเรื่องเป็นตอนที่ นาคีซึ่งเป็นลูกบุญธรรมของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ ได้เอ่ยปากถามนกฟีนิกซ์ว่า “เหตุใดเจ้าถึงไม่มีวันตาย ในขณะที่พวกเราที่เป็นมนุษย์ต้องตายทุกคน ทำไมถึงอยุติธรรมจริงๆเลย” “อยุติธรรมเหรอ? พวกเจ้าต้องการอะไรในชีวิตบ้าง ระหว่าง อำนาจก็การจะไม่ตาย หรือความสุขที่ได้ใช้ชีวิต” วิหคเพลิงพูด “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เจ้าก็น่าจะมีความสุขไม่ใช่เหรอ ที่ไม่มีวันตาย” นาคีว่า “นาคี เจ้าลองดูที่เท้าตัวเองสิ มีแมลงติดอยู่ พวกมันมีชีวิตสั้นเพียงแค่ครึ่งปี หากเป็นแมงเม่ายิ่งมีชีวิตสั้นเข้าไปใหญ่ เพราะพวกมันจะตายภายใน 3 วันเท่านั้น มนุษย์จึงถือว่ามีชีวิตที่ยืนยาวกว่าแมลง ปลา หมา แมว หรือลิงตั้งหลายปี ตลอดช่วงชีวิตเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอที่จะได้พบกับความยินดีในการมีชีวิต ซึ่งนั่นก็คือความสุขที่แท้จริงมิใช่หรือ?” วิหคเพลิงกล่าวย้ำ

แม้ว่าความเป็นจริงแล้ว “ฟีนิกซ์” จะเป็นเพียงนกในตำนาน แต่ก็ถือเป็นตำนานที่แสนยิ่งใหญ่ที่ใครๆก็รู้จักและถูกเล่าขานกันจากรุ่นสู่รุ่นไปอีกแสนนาน โดยเฉพาะเรื่องของการเสียสละ ที่ยอมสละได้แม้กระทั่งชีวิตของตนเอง เพื่อจะได้มีชีวิตใหม่ในวันต่อไป


วีดีโอตำนานวิหคเพลิง ฟีนิกซ์



มนุษย์หมาป่า (Werewolf)


มนุษย์หมาป่า (Werewolf)





       มนุษย์หมาป่า (Werewolf) เป็นผีประเภทเดียวกับพวกแวมไพร์ และมีอุปนิสัยชอบดื่มกินเลือดและเนื้อของสิ่งมีชีวิตทุกประเภท ชาวยุโรปในยุคกลางเชื่อว่า บุคคลที่มีเป็นมนุษย์หมาป่าจะกลายร่างจากมนุษย์ธรรมดาเป็นหมาป่าในคืนวันที่พระจันทร์เต็มดวง ซึ่งมนุษย์หมาป่าอาจจะแปลงร่างเป็นหมาป่าทั้งตัวหรือเป็นเพียงครึ่งตัวก็ได้ บางครั้งอาจแปลงร่างเป็นสัตว์ป่าชนิดอื่น เช่น หมี เป็นต้น ด้วยก็มี

การสังหารมนุษย์หมาป่าจะมีวิธีที่ไม่แตกต่างจากแวมไพร์เท่าไรนัก โดยจะอาศัยการตอกลิ่ม เผาไฟ หรือ ยิงด้วยกระสุนที่ทำจากเงินหรือกระสุนที่ผ่านการปลุกเสก ดังที่คุณอาจเห็นได้บ่อยในภาพยนตร์ อีกหนึ่งสิ่งที่มนุษย์หมาป่าไม่ชอบ ก็คือ แสงแดดและถูกตามล่า เหมือนเช่นกันกับแวมไพร์

ความเชื่อเรื่องมนุษย์หมาป่า อาจเป็นไปได้ว่ามีที่มาจากความน่ากลัวของหมาป่า โดยเฉพาะหากเป็นหมาป่าในแถบยุโรปด้วยแล้ว จะยิ่งมีความน่ากลัวมากกว่า เนื่องจากหมาป่าเหล่านี้จะมีลำตัวขนาดใหญ่ และออกล่าเหยื่อเป็นฝูง  โดยพวกมันอาจจะดักซุ่มโจมตีเหยื่อในเวลากลางคืน นอกจากนี้ ความเชื่อและความหวาดกลัวว่ามนุษย์หมาป่าดุร้ายเหมือนอย่างปีศาจ แม่มด หรือแวมไพร์ ยิ่งทำให้มนุษย์หมาป่าน่ากลัวมากขึ้นไปอีก ซึ่งเรื่องราวของมนุษย์หมาป่าถูกเล่าขานมาตั้งแต่ในอดีตจวบจนถึงปัจจุบัน และถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบผ่านทางผลงานทางวรรณกรรม เช่น ภาพยนตร์ ละคร หรือการ์ตูน เป็นต้น

นักวิทยาศาสตร์หรือนักวิชาการในปัจจุบันกลับมีความเชื่อว่า ความจริงแล้วมนุษย์หมาป่าเป็นเพียงสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่มีอยู่ในกายมนุษย์ โดยคำว่า WEREWOLF ที่หมายถึงมนุษย์หมาป่านั้น รากศัพท์ของคำว่า มนุษย์หมาป่า ก็คือ Were ซึ่งในภาษาอังกฤษโบราณมีความหมายว่า “มนุษย์” นั่นเอง

ส่วนความเชื่อเรื่องที่มนุษย์สามารถกลายร่างเป็นสัตว์ได้นั้นก็มีอยู่ในทั่วทุกมุมโลกในทุกชาติทุกภาษา อย่างเช่นในอเมริกาใต้ที่มีการกล่าวถึงมนุษย์งูเหลือมหรือมนุษย์จระเข้ ในแอฟริกาที่มีมนุษย์เสือดาว เสือดำ หรือปีศาจช้าง ในอินเดียที่มีมนุษย์สิงโต หรือ “นรสิงห์” ในรัสเซียกับสแกนดิเนเวียที่มีมนุษย์หมี หรือ ในเทพปกรณัมกรีกก็ยังมีเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ถูกเทพซุสสาบให้กลายเป็นหมาป่า ที่มีนามว่า “Lycaon” ส่วนมนุษย์บางเผ่าพรรณ อย่างเผ่าพรรณไวกิ้งก็ถูกเชื่อว่าสามารถแปลงกายเป็นสัตว์ป่าแสนร้ายกาจบางชนิดได้เมื่อถึงเวลาที่ต้องออกรบ หรือ ชาวแอฟริกาบางคนก็สามารถแปลงกายเป็นสุนัขจิ้งจอกในขณะที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้ด้วย ส่วนทวีปเอเชียของเราก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับคนแปลงเป็นสัตว์เช่นกัน เช่น ในประเทศอินเดียจะมีมนุษย์เสือซึ่งก็เป็นประเภทเดียวกันกับเสือสมิงของประเทศไทยเรานั่นเอง และจากสถิติที่เคยบันทึกไว้ บ่งชี้ว่าในกลางคืนที่มีพระจันทร์เต็มดวง ถือเป็นช่วงเวลาที่มีแนวโน้มของการเกิดอาชญากรรมมากกว่าเวลากลางคืนทั่วไป ทั้งนี้ก็น่าจะเป้นเหตุผลของอิทธิพลจากดวงจันทร์นั่นเอง

ส่วนเหตุผลที่ทำไมคนปกติจึงสามารถแปลงร่างเป็นหมาป่าไปได้นั้น ก็มีการสืบค้นหาข้อเท็จจริงมากมาย ตำนานเล่าว่า การแปลงกายเป็นมนุษย์หมาป่าเกิดขึ้นได้จากการใช้คาถาปลอมตัว หรือในบางรายก็มีการใช้น้ำมันศักดิ์สิทธิ์มาอาบกาย ประกอบกับการสวมเสื้อคลุมที่ทำมาจากหนังหมาป่า หรือการคาดเอวด้วยเข็มขัดหนังหมาป่า และหากมีกลิ่นอายของดอกไม้พิเศษบางชนิดคละคลุ้งด้วยแล้วละก็ ร่างกายของเขาผู้นั้นก็จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นขนสีน้ำตาลที่ขึ้นยาวปกคลุมทั่วร่างกาย มีหูตั้งตรงชี้ฟ้ายาวออกมาคล้ายหมาป่า มีเขี้ยวแหลมคมงอกยาวออกมาจากปากดวย พร้อมดวงตาที่แดงฉานเหมือนเลือดเมื่อต้องกับแสงไฟ อย่างไรก็ตาม พิธีการทั้งหมดนี้มักจะต้องกระทำในคืนวันเพ็ญซึ่งมีความเชื่อว่า จะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่ามากที่สุด  ซึ่งเมื่อสามารถแปลงกายได้ครบถ้วนแล้ว มนุษย์หมาป่าตัวนี้ก็พร้อมจะออกล่าเหยื่อ หาเนื้อสดๆกิน หรือดื่มเลือดทั้งเป็นได้แล้ว

ประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสได้มีการบันทึกย้อนหลังไปถึงปี ค.ศ.1573 ไว้ว่า ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งเกิดมีเรื่องสยองขวัญขึ้น เมื่อเกิดมีเด็กหลายคนถูกสังหารไปในเวลาใกล้กัน และฆาตกรยังได้ฉีกเนื้อหนังศพกินเล่นอย่างน่าสยดสยอง ฆาตกรรมครั้งนี้มีผู้ต้องสงสัยชื่อว่า กิลส์ การ์นิเยร์ ซึ่งหลังจากที่เขาโดนทรมานอย่างแสนสาหัส ในที่สุดก็ยอมรับสารภาพว่าเป็นคนก่อเหตุจริงๆ นายผู้นี้จึงถูกลงโทษอย่างร้ายแรงที่สุดโดยการเผาทั้งเป็น

ต่อมาในปี ค.ศ.1589 ซึ่งห่างจากเหตุการณ์แรกเพียงไม่กี่ปีก็เกิดเหตุที่น่าสยดสยองขึ้นอีก แต่เกิดที่ประเทศเยอรมันแทน โดยชายต้องสงสัยมีนามว่า ปีเตอร์ สตับบ์ เขาถูกตั้งข้อหาว่าทำพิธีเป็นมนุษย์หมาป่า โดยพบหลักฐานเป็นเข็มขัดหนังหมาป่า อีกทั้ง ยังได้ฆาตกรรมคนจำนวนมากทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กน้อย ซึ่งเขาสังหารคนเหล่านี้อย่างเลือดเย็นมาติดต่อกันนานถึง 25 ปี  ในที่สุด สตับบ์ก็รับยอมรับว่าเขาเป็นผู้ทำร้ายคนเหล่านี้จริง โดยหากเหยื่อเป็นหญิงจะลงมือข่มขืนก่อนฆ่า จากนั้นจึงลงมือกินซากศพของเธอ ด้วยความผิดร้ายแรงเช่นนี้ ทำให้สตับบ์ถูกตัดสินให้ประหารชีวิต และถูกทรมานอย่างแสนสาหัสก่อนที่จะสิ้นใจตายด้วย

อีกหนึ่งคดีฆาตกรรมที่ขึ้นชื่อและโด่งดังมากที่สุด ก็คือ คดีฆาตกรรมของเด็กหนุ่มวัยเพียง 14 ปี ที่มีชื่อว่า ชอง เกรนิเยร์ เด็กน้อยผู้นี้ก่อเหตุอาชญากรรมในแถบมณฑลบอโดซ์ ประเทศฝรั่งเศส โดยเขาได้ยอมรับสารภาพภายหลังว่า เขาได้ฆ่าและกินเนื้อเด็กมากว่า 50 คนแล้ว ซึ่งเขาได้บรรยายถึงการกินเนื้อมนุษย์ให้ฟังอย่างสนุกสนานว่า ตัวเขานั้นได้เคยไล่ล่าหญิงชราผู้หนึ่ง แต่หลังจากที่ฆ่าแล้วก็พบว่าเนื้อของนางเหี่ยวย่นและเหนียวเหมือนหนังควาย แต่สำหรับเด็กเล็กๆที่เขาจัดการสังหารนั้น เมื่อเขากัดเข้าไปคำแรก เด็กๆก็จะร้องโวยวายโหยหวนเสียงดังจนแสบแก้วหูเลยทีเดียว ซึ่งหลังจากที่ศาลพิจารณาความผิดแล้ว ศาลขั้นต้นได้พิพากษาให้เกรนิเยร์ถูกเผาทั้งเป็น แต่พอเรื่องสูงขึ้นถึงศาลชั้นสูง ผู้พิพากษากลับสั่งให้เกรนิเยร์ถูกส่งตัวไปอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งตลอดชีวิตเพียงเท่านั้น เพราะเกรนิเยร์ได้ให้คำให้การว่า เมื่อตอนที่เกรนิเยร์อายุ 10 ขวบ เพื่อนบ้านได้พาเขาไปพบกับเจ้าป่าผู้หนึ่ง ซึ่งเจ้าป่าได้ มอบหนังสุนัขป่าให้แก่เขา ซึ่งทำให้ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เกรนิเยร์ก็ออกล่าเหยื่อไปทั่ว ซึ่งหลังจากที่ผู้พิพากษาได้หารือกับจิตแพทย์แล้ว ก็สรุปได้ว่า สิ่งที่เกรนิเยร์ทำลงไปเป็นเหตุผลมาจากอาการป่วยที่เกี่ยวข้องกับอาการประสาทหลอนเท่านั้นเอง

ที่ประเทศฝรั่งเศส ยังมีชนเผ่ามนุษย์หมาป่าที่อยู่รวมกันเป็นฝูงอีกด้วย ชนเผ่ามนุษย์หมาป่านี้ถูกเรียกกันว่า “พวกลูแปง”  ซึ่งพูดกันมาอย่างหนาหูว่าถิ่นฐานบ้านเดิมของคนพวกนี้อยู่ที่นอร์มังดี เมื่อตกกลางคืน พวกเขาจะจับกลุ่มกันพุดคุยด้วยภาษาแปลกๆ อีกทั้งยังชอบยืนพิงกำแพงสุสานของเมืองด้วย เมื่อใดที่มนุษย์หมาป่าลูแปงได้ยินเสียงฝีเท้าของใครสักคนที่เดินผ่านมา หมาป่าลูแปงจะกลัวและรีบหลีกหนีไปให้พ้นทาง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่าอีกว่า พวกลูแปงนิยมใช้มือเปล่าๆในการขุดคุ้ยหลุมศพ เพื่อขโมยกระดูกศพขึ้นมาแทะเล่น

เมื่อถึงคืนเพ็ญ มนุษย์หมาป่าจะแปลงร่างจากมนุษย์กลายเป็นหมาป่าเพื่อออกอาละวาดล่าเหยื่อ จากนั้นมนุษย์หมาป่าจะกลับคืนร่างเดิมอีกครั้งโดยอัตโนมัติเมื่อพระอาทิตย์โผล่ขึ้นพ้นจากขอบฟ้าในยามรุ่งสาง และในทุกๆตำนานยังกล่าวด้วยเนื้อหาที่ตรงกันอีกว่า ร่างของมนุษย์หมาป่าที่กลับกลายเป็นคนธรรมดาแบบทันทีทันได้เมื่อมนุษย์หมาป่าได้รับบาดเจ็บหรือสูญสิ้นชีวิตลง

แม้ว่ามนุษย์หมาป่าที่ถูกเล่าขานตามตำนานต่างๆจะดูน่ากลัวและดุร้ายน่าเกรงขาม แต่โดยส่วนใหญ่ก็เชื่อกันว่า การตามล่าหรือสังหารมนุษย์หมาป่าสามารถทำได้ไม่ยาก เพราะมนุษย์หมาป่าไม่ต่างอะไรกันกับการไล่ล่าหมาป่าธรรมดาตัวหนึ่งเลย ซึ่งมีหลักฐานหลายเรื่องของยุโรปที่บ่งบอกถึงวิธีการสังหารมนุษย์หมาป่าไว้มากมาย เช่น การยิง การทุบตี และการแทงด้วยมีด แต่ทว่าก็ยังมีบางตำนานที่กล่าวในทางตรงข้าม กล่าวคือ มนุษย์หมาป่าจะมีจิตวิญญาณปีศาจสิงสถิตอยู่ ทำให้ไม่สามารถฆ่ามนุษย์หมาป่าด้วยวิธีธรรมดาทั่วไปได้ อย่างไรก็ตาม ในประเทศอังกฤษ สกอตแลนด์ และฝรั่งเศส ยังมีความเชื่อว่า มนุษย์หมาป่าจะไม่เสียชีวิตลงด้วยกระสุนปืนธรรมดา แต่จะเสียชีวิตจากกระสุนปืนที่ทำจากโลหะเงินเท่านั้น โดยเฉพาะหากกระสุนเงินลูกนั้นผ่านการลงคาถาอาคมมาแล้ว จะยิงทำให้มีอำนาจในการสังหารมนุษย์หมาป่ามากขึ้นไปอีก

วิธีป้องกันตัวเมื่อยามต้องเผชิญหน้ากับมนุษย์หมาป่า ให้รีบตะโกนร้องเรียกชื่อของเขาผู้นั้นสามครั้ง ในกรณีที่คุณรู้ว่าเขาเป็นใคร ซึ่งจะทำให้เขารู้สึกตัวและกลับคืนสู่ร่างเดิมทันที หรือหากสามารถทำให้มนุษย์หมาป่าเลือดออกถึงสามหยด ก็จะสามารถป้องกันตัวได้เช่นกัน ส่วนมนุษย์หมาป่าที่อยากกลับคืนสู่การเป็นมนุษย์ธรรมดาอย่างถาวร ก็จำเป็นจะต้องละเว้นการบริโภคเนื้อมนุษย์เป็นระยะเวลาอย่างน้อยเก้าปีเต็ม ซึ่งจะมีผลให้อำนาจปีศาจที่เคยสิงอยู่ในร่างกายมลายหายไปได้

เพกาซัส (Pegasus)


เพกาซัส (Pegasus)





        เพกาซัส (Pegasus หมายถึง แข็งแรง) เป็นหนึ่งในสัตว์ที่ปรากฎในเทพนิยายกรีก เพกาซัสมีรูปร่างเป็นม้ากำยำพ่วงพีสีขาวบริสุทธิ์ และมีปีกใหญ่โตราวกับนกพิราบ แต่ไม่มีเขาเหมือนยูนิคอร์น

เมื่อกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของเพกาซัส จะค่อนข้างน่าขนลุกสักเล็กน้อย เริ่มต้นโดยการกล่าวถึงนางกอร์กอน เมดูซ่า ซึ่งเป็นหญิงที่มีนิสัยร้ายกาจ และเสียชีวิตเนื่องจากถูกวีรบุรุษที่ชื่อว่า เปอร์ซีอุล ฟันคอจนขาด ขณะที่นางกำลังจะสิ้นใจตายนั้นเอง ก็บังเกิดร่างของเพกาซัส ซึ่งเป็นม้ากำยำพ่วงพีที่มีปีกอันกว้างใหญ่สง่างาม กระโจนออกมาจากลำคอของนาง เพกาซัสออกมาต่อสู้แผลงฤทธิ์อย่างดุร้ายจนไม่มีใครสามารถต่อกรกับมันได้เลยสักคน

ด้วยความเก่งกล้าในฝีตีนและฝีปีก จึงทำให้เพกาซัสกลายเป็นความหวังของคนทั้งเมือง นอกจากจะเก่งเรื่องการต่อสู้แล้ว เพกาซัสยังมีความสามารถอีกประการ ก็คือ ในช่วงที่เพกาซัสเพิ่งจะลืมตาดูโลก มันออกวิ่งอย่างคึกคนองจนทำให้น้ำกระเซ็นออกจากรอยเท้าที่วิ่ง และก่อให้เกิดเป็นน้ำพุ ที่ศิลปินมากมายชื่นชมกันนักหนาว่าแสนสวยงาม น้ำพุแห่งนี้ชื่อว่า ฮิปโปครีนี (Hippocrene) ซึ่งมีเรื่องเล่าตามวรรณคดีกรีกโบราณว่า หากใครได้ดื่มน้ำจากน้ำพุศักดิ์สิทธิ์นี้ จะทำให้มีโอกาสเป็นกวีเอกได้อย่างง่ายดาย

แต่เพกาซัสก็คึกได้อยู่ไม่นาน เพราะในที่สุดก็มีคนดีมาปราบจนอยู่หมัด บุคคลผู้นี้เป็นเพียงเด็กหนุ่มที่มีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา และเป็นชาวเมืองโครินทร์ เขามีชื่อว่า “เบลเลอโรฟอน (Bellerophon)”

เบลเลอโรฟอน เป็นโอรสของพระเจ้ากลอคุส (Glaucus) ผู้เป็นเจ้าเมืองโครินทร์ พระเจ้ากลอคุสเป็นขุนศึกที่รักม้าเป็นอย่างมาก และพระองค์ก็ทรงมีโอรสหลายองค์ที่เกิดกับพระนางยูรีโนมี วันหนึ่ง เกิดมีข่าวลือขึ้นมาว่า เบลเลอโรฟอนไม่ใช่โอรสที่แท้จริงของพระเจ้ากลอคุส แต่เป็นโอรสของโปเซดอนผู้เป็นมหาเทพแห่งท้องทะเลต่างหาก ซึ่งถ้าลองพิจารณาจากลักษณะและความสามารถกล้าหาญของเบลเลอโรฟอนแล้ว ก็อาจจะเป็นจริงตามที่ใครกล่าวไว้ แต่พระเจ้ากลอคุสก็ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงแต่อย่างใด

ตามที่ได้บอกไปว่าพระเจ้ากลอคุสนั้นทรงรักม้าเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงโปรดให้ป้อนเนื้อมนุษย์เพื่อเป็นอาหารให้แก่ม้าสุดที่รัก เพื่อหวังจะให้มันดุร้ายในการทำสงคราม แต่ด้วยการกระทำอันน่ารังเกียจนี้ จึงทำให้เทพเจ้าไม่โปรดปรานเป็นอย่างมาก และทำให้พระเจ้ากลอคุสต้องชะตาขาดในที่สุด พระเจ้ากลอคุสทรงถูกจอมเทพซีอุสลงทัณฑ์ โดยบันดาลให้พระองค์ตกจากรถศึกและม้าเทียมรถของพระองค์เอง ทำให้สัตว์เหล่านั้นที่ทรงเคยเลี้ยงเอาไว้รุมทึ้งเนื้อกัดกินจนพระเจ้ากลอคุสสิ้นพระชนม์ในที่สุด

แม้ว่าพระเจ้ากลอคุสจะถูกเทวดารังเกียจเท่าไร แต่ความรังเกียจนั้นก็ไม่ได้ถูกถ่ายทอดมาสู่เบลเลอโรฟอน  ผู้เป็นโอรสของพระองค์เลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เบลเลอโรฟอนยังคงได้รับความเมตตาจากทวยเทพอยู่เสมอ เพราะทุกครั้งที่เขาออกไปผจญภัยอย่างร้ายแรงเพียงใด เขาก็จะหอบเอาชัยชนะกลับมาอย่างสง่างามด้วยทุกครั้ง

เบลเลอโรฟอนมีความปรารถนาอยากจะได้เพกาซัสมาเป็นม้าคู่ใจ แต่เขาก็รู้ดีว่าเพกาซัสไม่ใช่ม้าธรรมดา เขาจึงไปปรึกษาขอคำแนะนำจากนักปราชญ์คนหนึ่ง เบลเลอโรฟอนได้คำตอบกลับมาว่า ให้เขาลองขอความช่วยเหลือจากเทพเจ้าดู แต่ด้วยความที่เบลเลอฟอนเป็นเด็กหนุ่มรูปงาม จึงควรใช้ความงามที่ตนมีอ้อนวอนขอจากเทวีจะทำให้มีโอกาสสำเร็จมากกว่าเทวา เบลเลอโรฟอนเห็นด้วยกับคำแนะนำดังกล่าว จึงไปนอนเฝ้าที่วิหารของเทวีอธีน่า ซึ่งมักจะมาปรากฎกายในความฝันของเบลเลอโรฟอนอยู่เสมอ

แล้วก็เป็นไปตามที่คาดไว้ เพราะในคืนนั้น เทวีอธีน่าก็เสด็จมาหาเขาจริงๆ โดยเทวีได้เสด็จมาพร้อมกับอานม้าซึ่งเป็นทองคำที่เปร่งประกายสุกปลั่ง และพร้อมจะนำมามอบให้แก่เขาด้วย เบลเลอโรฟอนดีใจเป็นอย่างยิ่งกับคำปรารถนาที่เขาร้องขอ พอรุ่งเช้า เขาก็เที่ยวถืออานม้าทองคำที่ได้รับมานั้นออกเที่ยวตามหาเพกาซัส และด้วยอำนาจของอานม้าวิเศษ ทำให้เบลเลอโรฟอนได้เพกาซัสมาครอบครองไว้ในอำนาจอย่างไม่ยากเย็น จากนั้น เขาก็ขึ้นขี่ม้าวิเศษเพื่อท่องเที่ยวผจญภัยไปทั่วทุกถิ่นตามแบบฉบับเด็กหนุ่มชาวกรีกโบราณที่รักการผจญภัย

ตลอดเวลาที่เบลเลอโรฟอนผจญภัยไปเรื่อยๆ เขาได้พบทั้งศึกรบและศึกรักจนแทบจะไม่รอดชีวิต แต่เพราะด้วยการช่วยเหลือของเพกาซัส ทำให้เขาสามารถเอาตัวรอดมาได้ทุกครั้งไป ซึ่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิตการผจญภัยของเขา ก็คือ การเอาชนะตัว “ไคมีร่า (Chimaera)” นั่นเอง


วีดีโอตำนานเพกาซัส


เงือก (mermaid)


เงือก (mermaid)





       เงือกเป็นอมนุษย์สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกที่อาศัยอยู่ได้ทั้งบนบกและในน้ำ เชื่อกันว่าเงือกพวกนี้อาจมีถิ่นกำเนิดบนฝั่งบริตานี และเดินทางว่ายข้ามข้ามช่องแคบอังกฤษไปยังคอร์วอลล์ ซึ่งเป็นที่มาให้ผู้คนเรียกชื่อสถานที่แห่งนี้ว่า ‘เมอร์เมด-เมอร์แมน(เงือกตัวเมีย-ตัวผู้)’ ซึ่งเป็นคำผสมของภาษาแองโกลและฝรั่งเศส เมื่อว่ายน้ำมาถึงคอร์นวอลล์ เงือกก็จะขยายพันธุ์ไปไกลจนถึงทะเลฝั่งตะวันตกของเกาะอังกฤษ และเลยไปถึงรอบๆประเทศสกอตแลนด์ตอนเหนือสู่สแกนดิเนเวีย นอกจากนี้ ยังอาจมีบางครั้งที่เราสามารถพบเห็นเงือกได้ตลอดแนวฝั่งยุโรปและตลอดแนวฝั่งแอตแลนติกของประเทศอังกฤษกับไอร์แลนด์ด้วย ซึ่งเหตุผลที่พบมาจากการที่เงือกชอบอากาศเย็นนั่นเอง

แต่ละประเทศก็มีตำนานเล่าถึงการกำเนิดของนางเงือกในรูปแบบที่แตกต่างกัน โดยหากเป็นนิทานพื้นบ้านของโรมัน จะกล่าวไว้ว่า เมื่อครั้งที่มีสงครามกรุงทรอย ได้มีเศษไม้ที่แตกมาจากซากเรือรบที่ถูกเผาวอดวาย และเศษไม้เหล่านั้นก็ได้กลายสภาพมากำเนิดเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า เงือก นั่นเอง ส่วนชาวไอริช ก็มีตำนานเล่าว่า นางเงือก คือ หญิงสาวนอกศาสนาที่ถูกขับไล่ให้ออกไปจากแผ่นดิน ส่วนบางท้องถิ่น ก็เชื่อกันว่า แท้ที่จริงแล้วชาวเงือก ก็คือ บรรดาลูกของกษัตริย์ฟาโรห์ที่จมน้ำตายในทะเลแดงนั่นเอง

     ส่วนตำนานของเทพกรีก ได้มีความเชื่อว่า ต้นตระกูลของเงือก คือ ไตรตอน ซึ่งมีบิดาชื่อว่า โพเซดอน ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งท้องทะเล และมีมารดาเป็นพรายน้ำสาวตนหนึ่ง โดยหากกล่าวถึงไตรตอน ผู้คนมักจะนึกถึงไตรตอนที่มีหางเป็นปลา มีหนวดเครายาว และมีอำนาจยิ่งใหญ่ในท้องทะเล ที่พักของไตรตอนอยู่ในปราสาททองคำที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ทะเลลึก ไตรตอนมีอาวุธเป็นตรีศูล(ฉมวกสามง่าม) และคอยเป่าแตรหอยสังข์ เพื่อใช้ควบคุมความสงบให้แก่ท้องทะเล ด้วยเหตุนี้ ไตรตอนจึงมีอีกหนึ่งสมญานามว่า “นักเป่าแตรแห่งท้องทะเล”

บางตำนานก็เล่าว่า ชาวเงือกรุ่นบุกเบิกแท้จริงแล้ว คือ โอนเนส (Oannes) ผู้เป็นเทพแห่งทะเลของชาวบาบิโลน ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณในแถบเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ โอนเนสมีร่างกายเป็นมนุษย์ แต่มีศีรษะเป็นปลา นอกจากนี้ เทพผู้นี้ยังถือเป็นผู้มีพลังอำนาจต่อดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อีกด้วย  โดยโอนเนสมักจะปรากฏกายขึ้นมาจากท้องทะเลในช่วงเวลาเช้าและหายตัวไปในทะเลตอนเวลาค่ำในทุกๆวัน เมื่อเวลาผ่านไป เทพอียา(Ea) ผู้มีลักษณะเป็นครึ่งคนครึ่งปลาเช่นกันกับโอนเนส ได้ขึ้นมามีบทบาทแทนที่โอนเนส จึงเชื่อถือกันว่า เทพเจ้าอียาเป็นบรรพบุรุษของเงือกนั่นเอง ส่วนเทพเจ้าอาทาร์การ์ติส (Atargartis) ก็ถือเป็นตัวแทนแห่งดวงจันทร์ ซึ่งมีลักษณะรูปร่างเป็นครึ่งคนครึ่งปลาเช่นกัน

สำหรับสาเหตุที่เทพเจ้าหลายองค์ของชาวบาบิโลนมีลักษณะเป็นครึ่งคนครึ่งปลานี้ ก็เพราะพวกเขามีความเชื่อว่า ในทุกๆวัน ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จะขึ้นและจมหายลงไปในทะเลทุกครั้ง ดังนั้น เทพเจ้าที่เขานับถือ จึงควรมีรูปร่างลักษณะที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ทั้งบนบก และในน้ำนั่นเอง

       เรื่องเล่าทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งเร้นลับที่ยังไม่มีใครสามารถอธิบายได้ เงื่อนงำทั้งหมดยังคงซ่อนอยู่ และถูกสืบทอดต่อกันมาหลายๆปี ซึ่งเล่าผ่านเรื่องราวของเงือก ว่ากันว่ากระจกที่นางเงือกใช้สำหรับส่องนั้นถือเป็นตัวแทนของดวงจันทร์ ซึ่งการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์ไปรอบโลกทำให้เกิดมีอิทธิพลต่อปรากฎการณ์น้ำขึ้นน้ำลง ซึ่งความเชื่อมโยงกันของสองสิ่งนี้ ได้ช่วยให้ตำนานนางเงือกมีความซับซ้อนและพิศดารมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

หลังจากที่คริสตศาสนาได้เริ่มมีขึ้น ตำนานนางเงือกก็ถูกปรับเปลี่ยนแง่มุมไปจากเดิม ศาสนาคริสต์เชื่อว่า นางเงือกสามารถมีชีวิตจิตใจและมีวิญญาณได้ หากแต่จะต้องให้คำสัญญาว่าจะอาศัยอยู่บนบกตลอดไป โดยไม่คิดกลับคืนสู่ใต้ทะเลอีก แต่เรื่องดังกล่าวกลับเป็นไปไม่ได้ และสร้างความทุกข์ใจอย่างแสนสาหัสให้แก่เธอเป็นอย่างมาก

หนึ่งในเรื่องราวที่น่าเศร้าสะเทือนใจเกี่ยวกับนางเงือก มีเรื่องเล่าอยู่ว่า นางเงือกได้ไปเยี่ยมนักบวชรูปหนึ่งในเกาะไอโอนา (Iona) ซึ่งเป็นเกาะขนาดเล็กที่ตั้งห่างออกไปจากประเทศสกอตแลนด์  สถานที่แห่งนี้เป็นที่เคารพสักการะที่นางเงือกเดินทางไปอยู่เสมอ ทุกครั้งที่เธอไป นางเงือกจะขอชีวิต จิตใจ และวิญญาณจากนักบวชรูปนั้น ซึ่งนักบวชก็สวดมนต์ขอพรให้สัมฤทธิ์ผลแก่เธอ แต่มีข้อแม้ว่าเธอจะต้องไม่กลับมาที่ท้องทะเลอีกตลอดไป ซึ่งแม้ว่านางเหงืออยากจะมีชีวิตและจิตใจมากเพียงใดก็ตาม เธอก็ไม่อาจจะละทิ้งทะเลอันเป็นที่รักของเธอไปได้ สุดท้ายเรื่องราวของเธอก็จบลงอย่างโศกเศร้าเล็กน้อย นางเหงือได้ออกไปจากเกาะนั้น และน้ำตาที่หลั่งไหลออกมาของเธอก็ได้กลายมาเป็นก้อนกรวดสีเขียวเทาที่พบบนเกาะไอโอนา

เวลาออกทะเล ชาวประมงอาจจะเคยเห็นนางเงือกอยู่บ่อยๆ ยิ่งในช่วงเวลาที่มีคลื่นลมแรงจัดด้วยแล้ว จะยิ่งสามารถพบเห็นนางเงือกพวกนี้ได้ง่ายมากขึ้น และดูสวยงามเตะตาเป็นอย่างมากเมื่อกลุ่มเงือกโลดแล่นอยู่ในทะเลขณะที่กำลังมีคลื่นถาโถม ร่างกายสีเงินยวงของนางเงือกมองดูระยิบระยับจับตาอยู่เหนือคลื่น อีกทั้งดวงตาสีเขียวยังเปร่งประกายสุกใสในยามเมื่อพวกเงือกไถลตัวขึ้นลงตามลูกคลื่น

แม้ว่าเงือกเหล่านี้จะอาศัยอยู่ใต้ท้องทะเล แต่พวกมักก็มีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตนเองเช่นกันไม่แตกต่างไปจากมนุษย์ที่อยู่บนบก อย่างไรก็ตาม เงือกก็สามารถพูดภาษาคนปกติบนแผ่นดินที่อยู่ไม่ไกลจากตัวมันได้เช่นกัน ส่วนอุปนิสัยของเงือกนั้น เป็นที่รู้กันว่า นางเงือกชอบออกมาท่องเที่ยวตามชายฝั่ง บางครั้งก็จะออกมานั่งหวีผมที่ยาวสลวยอยู่บนหากทราย หรือนั่งฟังเสียงคลื่น เสียงนกร้องบ้างก็มี

เงือกจึงถือเป็นสิ่งมีชีวิตทางทะเลที่มีปัญญาที่ฉลาดที่สุด อีกทั้งยังมีความว่องไวเกินกว่าที่ใครจะเข้าไปยุ่งเรื่องของพวกมันได้ อาหารของนางเงือก ก็คือ ปลาและอาหารทะเลอื่นๆ อย่างไรก็ตาม นางเงือกไม่เคยจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการตกปลาของชาวประมงเลย เว้นเสียแต่ว่ามนุษย์นั่นแหละ ที่มักจะเข้าไปรุกรานความสงบสุขของนางเงือกอยู่เสมอ

นางเงือกเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสนใจ เพราะนางมีความสวยและมีความลึกลับ ทำให้เกิดความน่าค้นหา นางเหงือกที่มีผมสีบลอนด์แก่อ่อนต่างระดับ จะเรียกกันว่า “สตรอเบอรีบลอนด์” อีกทั้งยังมีดวงตาสีเขียวหรือเขียวอมฟ้ากลมโต ซึ่งเป็นสีเดียวกับน้ำทะเลด้วย ส่วนผิวพรรณในส่วนที่คล้ายคนก็มีสีขาวบริสุทธ์ราวกับไข่มุก สัดส่วนองค์เอวของนางเงือกก็ดูสมส่วนพอเหมาะสวยงาม เมื่อนางเงือกลงไปอยู่ในทะเลจึงมองดูเหลือบเป็นสีเงิน

นอกจากนี้ ชาวเงือกยังมีอายุที่ยาวนาน กว่าที่นางเงือกจะโตหรือจะแก่ได้จะใช้เวลาที่ยาวนานกว่ามนุษย์หลายเท่า ทำให้ยากที่จะสามารถเดาอายุที่แท้จริงของนางเงือกได้ ด้วยเหตุนี้ นางเงือกจึงสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อย่างยาวนาน และมีช่วงเวลาของการเป็นสาวที่ยาวนานนับหลายๆปีเลยทีเดียว ส่วนนายเงือกที่เป็นชายก็มีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาไม่เบา นายเงือกจะมีรูปร่างบึกบึน ร่างกายปกคลุมไปด้วยขน และมีผิวสีคล้ำกว่านางเงือกที่เป็นเพศเมีย ส่วนการปรากฏตัวนายเงือกก็ดูอ่อนโยนมากกว่าบุคลิกที่มันแสดงออกมาอย่างมากเลยทีเดียว

ด้วยความที่เงือกเป็นสิ่งที่ไม่มีวิญญาณ แต่กลับมีอำนาจเหนือธรรมชาติ ซึ่งมีผลให้เป็นอมตะและสามารถล่วงรู้อนาคตได้ อย่างไรก็ตาม พวกมันมักจะมีนิสัยเห็นแก่ตัว ไร้สาระ และอิจฉาริษยาด้วย

หากกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเงือก ก็ถือเป็นเรื่องราวที่แสนซับซ้อนและยากจะเข้าใจ เพราะทั้งมนุษย์และเงือกก็ต่างประทับใจในความงามของร่างกายในแต่ละฝ่าย ความรักและความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตทั้งสองจึงเกิดขึ้นและเกิดเป็นเรื่องเล่าต่างๆมากมาย แต่ความแตกต่างทางด้านบุคลิกและการดำรงชีวิตที่ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง จึงทำให้ความสัมพันธ์ในทุกครั้งต้องจบลงด้วยความเศร้า เพราะนางเงือกไม่อาจทนอยู่กับมนุษย์เพศชายได้นาน เธอมักจะมีนิสัยรักเสรี และคิดว่าชีวิตบนบกที่แห้งแล้งและเต็มไปด้วยฝุ่นมลพิษเป็นสิ่งที่น่ายุ่งยากสำหรับเธอ อีกทั้ง นางเงือกจะไม่ยอมทำงานบ้านงานเรือน สิ่งเดียวที่เธอสามารถทำได้ ก็คือ การนั่งส่องกระจก และหวีผม ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป จึงทำให้ความรักที่ฝ่ายชายเคยมีก็จะจืดจางลงไปเรื่อยๆนั่นเอง นางเงือกจะทนไม่ได้ที่ต้องตกเป็นหัวข้อให้ชาวบ้านรวมหัวกันซุบซิบนินทาเธอ จนในที่สุด ก็ต้องหนีกลับทะเลไปเหมือนเช่นเดิม และกลับไปทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มเงือกเหมือนอย่างที่เคยทำในอดีต

หากนางเงือกและมนุษย์สมสู่กัน เชื้อสายที่ออกมาจะมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ทุกประการ แต่จะมีพังผืดที่มือและเท้าแถมมาด้วย ทำให้บุคคลผู้นั้นสามารถว่ายน้ำได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ทำกิจกรรมอื่นๆไม่เก่ง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้นางเงือกและลูกๆต้องทิ้งชีวิตบนฝั่ง และกลับไปรวมกลุ่มกับสังคมเดิมๆในเวลาถัดไป

หากนางเงือกโกรธเพราะถูกขัดขวางหรือดูถูก เธอจะทำการแก้แค้นบุคคลผู้นั้นอย่างแสนโหดร้ายทารุณ  ชาวประมงที่เคยได้นางเงือกเป็นเมียจึงไม่ควรออกทะเลอีกต่อไป เพราะพวกเธอจะถือว่าชีวิตคู่ที่ไปกันไม่รอดนั้น เป็นความผิดของมนุษย์ หลังจากที่เธอจากไปแล้ว พวกเขาเหล่านั้นจะไม่มีวันจับปลาได้อีกต่อไปเลย มากไปกว่านั้น หากพวกเขายังดื้อดึงที่จะออกทะเลต่อไป ก็อาจจะพบจุดจบในชีวิตโดยการถูกทิ้งให้อยู่กลางทะเลแบบไม่มีวันกลับสู่ชายฝั่งได้อีกเลยก็เป็นได้

แต่ด้วยต้องการประโยชน์จากนางเงือก ชุมชนประมงตามชายฝั่งทะเลจึงต้องจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีงามระหว่างตนกับนางเงือกไว้ เพราะรู้ว่านางเงือกเป็นผู้มีอำนาจในการหยั่งรู้ และสามารถทำนายอนาคตให้แก่ชาวประมงได้ ไม่วาจะเป็นเรื่องของสภาพดินฟ้าอากาศ สภาพภูมิประเทศที่มีปลาชุกชุม นางเงือกก็สามารถยั่งรู้ได้ทั้งสิ้น ส่วนค่าจ้างของนางเงือกก็ไม่ได้จ่างกันเป็นเงินมอง แต่เธอจะทำงานเพื่อแลกกับหวีทองคำและกระจกทองคำเท่านั้น

ในบางครั้ง พวกเงือกจะเชื่อมโยงตนเองกับลูกของมนุษย์ โดยการสำแดงตนเป็นผู้พิทักษ์เด็กก็มี นางเงือกพวกนี้สามารถลงโทษใครก็ได้ที่มารบกวนให้เด็กได้รับความเจ็บไข้หรือไม่สบายในทุกรูปแบบ ในทางตรงกันข้าม ก็มีตำนานที่เล่าว่า นางเงือก คือนางฟ้าฝ่ายอธรรมเช่นกัน  เพราะพวกเธอมักจะใช้เสียงอันไพเราะเพราะพริ้งล่อลวงให้ชายหลงใหลได้ปลื้ม จากนั้นจะกล่อมจนหลับ แล้วจึงใช้ฟันอันแหลมคมฉีกเนื้อของมนุษย์ออกเป็นชิ้น ก่อนจะกินเนื้อของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายนั้นอย่างอิ่มอร่อย



วีดีโอตำนานนางเงือก





นาค หรือ พญานาค


นาค หรือ พญานาค






      นาค หรือ พญานาค มีลักษณะเป็นงูใหญ่ที่มีหงอน เมื่อกล่าวถึงพญานาคมักจะทำให้นึกถึงสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ และความมีอำนาจวาสนา อีกทั้งนาคยังใช้เป็นบันไดสายรุ้งที่มุ่งขึ้นสู่จักรวาลได้อีกด้วย

      นาคเปรียบเป็นเทพเจ้าแห่งท้องน้ำหรือท้องฟ้า ซึ่งตำนานความเชื่อเรื่องพญานาคก็มีมาอย่างยาวนาน โดยอาจจะเก่าแก่กว่าพุทธศาสนาอีกด้วยซ้ำ โดยมีหลักฐานพบว่า พญานาคมีต้นกำเนิดมาจากอินเดียตอนใต้ เนื่องจากภูมิประเทศของทางอินเดียตอนใต้ จะเป็นป่าเขาลำเนาไพรทำให้มีงูอยู่ชุกชุม อีกทั้งงูก็มีพิษที่รุนแรงร้ายกาจ ทำให้งูกลายเป็นสัตว์ที่มนุษย์นับในความมีอำนาจนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ ชาวอินเดียใต้จึงนับถืองู ว่าเป็นสัตว์เทวะชนิดหนึ่ง ตามที่เห็นได้ในเทพนิยายและตำนานพื้นบ้าน หรือบ้างก็ว่าเป็นสัตว์ที่พบในป่าหิมพานต์

      ในหลายๆภูมิภาคทั่วทวีปเอเชีย ล้วนแต่มีความเชื่อในเรื่องของพญานาคกันทั้งนั้น และต่างมีชื่อเรียกพญานาคออกไปในรูปแบบที่แตกต่างกัน ซึ่งการที่ต้นกำเนิดความเชื่อเรื่องดังกล่าวเริ่มต้นที่ประเทศอินเดีย ทำให้มีนิยายหลายเรื่องโดยเฉพาะในมหากาพย์มหาภารตะ บอกเล่าถึงพญานาคด้วย เรื่องราวเล่าว่า พญานาคถือเป็นศัตรูของพญาครุฑ ส่วนพุทธประวัติก็มีตำนานเล่าถึงพญานาคไว้หลายเรื่องด้วยกัน โดยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นแถบที่มีตำนานเกี่ยวกับพญานาคอย่างมากมาย ชาวบ้านมักมีความเชื่อกันว่า พญานาคจะอาศัยอยู่ในแถบแม่น้ำโขง หรืออยู่ในเมืองบาดาล เนื่องจากเชื่อกันว่า มีคนเคยพบร่องรอยพญานาคที่ปรากฎกายขึ้นในวันออกพรรษา โดยพบเห็นว่ามีลักษณะคล้ายกับรอยการเคลื่อนที่ของงูขนาดใหญ่ ดังนั้น จึงมีความเชื่อกันว่า หากลงไปเล่นในแม่น้ำโขงจึงควรยกมือไหว้เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสียก่อน

      แต่ละภูมิภาคจะมีความเชื่อในลักษณะของพญานาคแตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตาม พื้นฐานของพญานาคจะมีลักษณะเป็นงูตัวใหญ่ที่มีหงอนสีทอง ตาสีแดง และมีเกล็ดเหมือนปลา พญานาคจะมีสีหลายแตกต่างกันไปตามแต่บารมี บางคนอาจจะเคยพบพญานาคสีเขียว สีดำ หรือบ้างก็มี 7 สี แต่ที่สำคัญ ก็คือ นาคที่อยู่ในตระกูลธรรมดาจะมีเศียรเพียงเศียรเดียว แต่ถ้าเป็นตระกูลที่สูงขึ้นไปจะมีเศียรที่มากกว่านั้น อาจจะเป็นสามเศียร ห้าเศียร เจ็ดเศียร หรือเก้าเศียร นาคพวกนี้มีเชื้อสายเดียวกับพญาเศษนาคราช(อนันตนาคราช) ผู้เป็นบัลลังก์ของพระวิษณุนารายณ์ปรมนาท ณ เกษียรสมุทร เล่ากันว่า อนันตนาคราชนั้นมีร่างกายที่ใหญ่โตและมีความยาวของลำตัวแบบไม่สิ้นสุด อนันตนาคราชมีศีรษะมากมายนับพัน ส่วนพญานาคนั้นสามารถเกิดได้ทั้งในน้ำและบนบก ซึ่งการกำเนิดของพญานาคนั้นมาจากครรภ์และไข่ แถมยังมีอิทธิฤทธิ์ในการบันดาลให้เกิดทั้งคุณและโทษได้อีกด้วย ในบางครั้ง นาคก็จะแปลงกายเป็นมนุษย์ที่มีรูปร่างงดงาม

      ในตำนานของชาวตะวันตก จะถือว่าพญานาคเป็นตัวแทนของความชั่วร้ายและกิเลสตัณหา ซึ่ง     ตรงข้ามโดยสิ้นเชิงกับชาวตะวันออก ที่ถือว่าสัตว์จำพวกพญานาค งูใหญ หรือมังกร เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีพลังอำนาจสูงส่ง ส่วนชาวฮินดูจะถือว่า พญานาคเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดกับองค์เทพ หรือเป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ เช่น อนันตนาคราช ที่เป็นบัลลังก์ของพระนารายณ์ ตามความเชื่อของลัทธิพราหมณ์ ว่ากันว่า นาคถือเป็นเทพแห่งน้ำ หากนาคให้น้ำ 1 ตัว จะมีความหมายว่า ในปีนี้จะมีน้ำมากและเข้าท่วมไร่นาของประชาชนได้ แต่ถ้าปีไหนนาคให้น้ำ 7 ตัว จะมีความหมายว่าน้ำจะน้อย ซึ่งจะเห็นได้ว่าตัวเลขของนาคกับปริมารของน้ำที่มีในแต่ละปีจะตรงข้ามกัน ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจาก ถ้านาคให้น้ำ 7 ตัว แปลว่านาคได้กลืนเอาน้ำไว้

      ตามที่กล่าวไปแล้วว่าพญานาค หรืองูใหญ่มีหงอน จะเป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ และความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ รวมไปถึงความมีวาสนา และเป็นบันไดไปสู่สายรุ้งจักรวาล อีกทั้งยังเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์จากการบำเพ็ญเพียรภาวนา ตามหลักศาสนาพุทธ เราจะพบเห็นพญานาคเป็นรูปปั้นอยู่ตามหน้าโบสถ์ หรือตามบันไดที่ขึ้นไปสู่วัดต่างๆ อีกทั้งยังมีภาพเรื่องราวทางศาสนาพุทธที่บอกเล่าเรื่องราวของพญานาคไว้อีกมากมาย

พญานาคถือเป็นสัตว์แสนมหัศจรรย์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษหลายประการ ได้แก่ คุณสมบัติการแปลงกาย มีอิทธิฤทธิ์ และใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของคนเป็นอย่างมาก พญานาคสามารถแปลงร่างเป็นคนได้เช่นกัน ดังในตำนานทางพุทธศาสนาในหนังสือไตรภูมิพระร่วง ได้กล่าวถึงตอนที่พญานาคได้แปลงกายมาเป็นคนเพื่อขอบวชกับพระพุทธเจ้า

      จะขอกล่าวถึงนาคตัวหนึ่งที่มีนามว่า ถลชะ หรือที่หมายความว่า เกิดบนบก นาคตัวนี้จะเนรมิตกายได้เพียงเฉพาะบนบกเท่านั้น ส่วนนาคที่มีนามว่า ชลซะ หรือที่หมายความว่า เกิดจากน้ำ จะเนรมิตกายได้เพียงเฉพาะในน้ำเท่านั้น ไม่ว่าพญานาคจะเนรมิตกายเป็นอะไร แต่จะมีสภาวะ 5 อย่างที่จะต้องปรากฏกายเป็นงูใหญ่เช่นเดิมทุกครั้ง นั่นก็คือ ตอนเกิด ตอนลอกคราบ ตอนสมสู่กันระหว่างนาคกับนาค ตอนนอนหลับโดยไม่มีสติ และตอนตาย

พญานาคถือเป็นสัตว์ที่มีพิษร้าย ถึง 64 ชนิด ซึ่งต้องคายพิษในทุกๆ 15 วัน พิศของพญานาคอันตรายเพียงพอที่จะคร่าชีวิตผู้อื่นได้ มีตำนานเล่าว่า สัตว์มีพิษ เช่น งู แมงป่อง ตะขาบ คางคก มด เป็นต้น ล้วนได้รับพิษมาจากที่นาคคายทิ้งไว้ เมื่อสัตว์เหล่านี้ไปกินเข้าก็จะได้รับพิษตามไปด้วย โดยงูเป็นสัตว์ที่มาถึงก่อนจึงได้รับพิษไปมากที่สุด ส่วนพวกที่มาทีหลัง อย่างแมงป่อง กับ มด ก็ได้พิษน้อยลง

คนโบราณเชื่อกันว่า พญานาค อาศัยอยู่ใต้ดินหรือใต้บาดาล จากที่มาในหนังสือไตรภูมิพระร่วง มีการกล่าวถึงพญานาคว่า สถานที่ที่พญานาคอยู่นั้นลึกลงไปใต้ดินราว 1 โยชน์ หรือประมาณ 16 กิโลเมตร ที่นั่นมีปราสาทราชวังที่สวยสดงดงามไม่แพ้บนสวรรค์ และเรียงซ้อนกันถึง 7 ชั้น  พญานาคสามารถผสมพันธุ์กับข้ามชนิดสัตว์ได้ หรืออาจจะแปลงกายแล้วผสมพันธุ์กับมนุษย์ก็ได้เช่นกัน เมื่อพญานาคตั้งท้องจะออกลูกเป็นไข่คล้ายๆกับงู ซึ่งพันธุ์ของพญานาคก็มีหลากหลายทั้งเศียรเดียว, 3 เศียร, 5 เศียร และ 7 เศียร


พญานาคมีทั้งความดีและความไม่ดีผสมผสานอยู่ในตัวเอง เชื่อกันว่า พญานาคเป็นสัตว์ที่สามารถเดินทางทะลุได้ทั้งบนโลก ใต้บาดาล และสรวงสวรรค์ ซึ่งในทุกๆตำนานมักจะกล่าวถึงการเดินทางของพญานาคระหว่างเมืองบาดาลกับเมืองสวรรค์อยู่เสมอ พญานาคสามารถแปลงกายเป็นอะไรก็ได้ตามที่ใจคิด หรือขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่พบเจอนั้นๆ จึงจะเห็นได้ว่า พญานาคมีประวัติความเป็นมาและถิ่นที่อยู่ที่เป็นสัดส่วนในภพหนึ่งต่างหาก ทำให้มนุษย์สามารถพบเจอกับพญานาคได้ในบางครั้งเท่านั้น


วีดีโอพญานาค


ครุฑ หรือ พญาครุฑ (Garuda)


ครุฑ หรือ พญาครุฑ (Garuda)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ภาพพญาครุฑ ลายเส้น


        ครุฑหรือ พญาครุฑ (Garuda) ถือเป็นกึ่งสัตว์กึ่งเทพ โดยในนิทานปรัมปราของประเทศอินเดีย มีการปรากฏตัวของครุฑในวรรณคดีสำคัญหลายเรื่อง เช่น มหากาพย์มหาภารตะ เป็นต้น ซึ่งในเรื่องนี้ได้กล่าวไว้ว่า ครุฑกับพญานาคนั้นเป็นพี่น้องกัน แต่ก็เกิดเหตุวิวาททำให้ต้องเป็นศัตรูกัน ส่วนคัมภีร์ปุราณะ ที่ชื่อว่า ครุฑปุราณะ ก็ยังมีการกล่าวถึงเรื่องเล่าของพญาครุฑเอาไว้อีกด้วย

        ส่วนตามความเชื่อของไทยโบราณ ก็กล่าวกันไว้ว่า ครุฑถือเป็นพญาแห่งนก เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ ที่มีอานุภาพและพละกำลังอันมหาศาล ครุฑเป็นสัตว์ที่แข็งแรง และสามารถบินได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด แต่ยังคงอุปนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตนและมีสัมมาคารวะได้เป็นอย่างดี ทำให้พระนารายณ์เลือกใช้ครุฑในการเป็นพาหนะสำหรับการเดินทาง นอกจากนี้ ยังเชื่อว่า ปกติแล้วครุฑจะอาศัยอยู่ที่วิมานฉิมพลี และมีรูปเป็นครึ่งคนครึ่งนกอินทรี ครุฑเป็นสัตว์ที่ได้รับพรว่าไม่มีวันตาย และไม่มีอาวุธชนิดใดที่จะสามารถฆ่ามันลงได้ แม้กระทั่ง สายฟ้าของพระอินทร์ก็ยังไม่สามารถทำอันตรายต่อครุฑได้มากกว่าการทำให้ขนครุฑร่วงหลุดลงมาเพียงเส้นเดียวเท่านั้นเอง เพราะเหตุนี้เอง จึงทำให้ครุฑถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “สุบรรณ” หรือมีความหมายว่า “ขนวิเศษ”


    ครุฑ สามารถแบ่งออกได้เป็น  5 ประเภท ได้แก่

1. ตัวเป็นคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป แต่มีปีก
2. ตัวเป็นคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป แต่มีหัวเป็นนก
3. ตัวเป็นคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป แต่มีหัวและขาเป็นนก
4. ตัวเป็นนก แต่มีหัวเป็นคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป


5. รูปร่างเหมือนนกทั้งตัว


         ส่วนตำนานของครุฑที่กล่าวไว้ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เล่ากันว่า พญาครุฑถือเป็นบุตรระหว่างพระกัศยปมุนีเทพบิดร และนางวินตา ซึ่งพระกัศยปมุนีถือเป็นฤาษีที่มีอำนาจมากมายองค์หนึ่ง และยังเป็นผู้ให้กำเนิดเทพยดาอีกหลายองค์ พระองค์นั้นมีชายาหลายองค์ แต่สำหรับชายาที่มีความเกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดของพญาครุฑ ก็จะมีนางวินตา และ นางกัทรุ ซึ่งทั้งสองเป็นพี่น้องกัน และทั้งคู่ก็ต่างเป็นมารดาของนาคด้วย

          ทั้งสองนางได้ทรงขอพรเพื่อที่จะให้กำเนิดบุตรแก่พระกัศยป ฝ่ายนางกัทรุ ได้ทรงขอพรว่า ขอให้ตนเองให้กำเนิดบุตรจำนวนมากๆ ซึ่งคำอธิษฐานก็สมดังที่ต้องการ นางได้ให้กำเนิดนาคออกมาถึงหนึ่งพันตัว และต่างอาศัยร่วมกันอยู่ในเมืองบาดาล ส่วนนางวินตาอธิษฐานขอบุตรเพียงสององค์ แต่เน้นว่าขอให้บุตรของตนมีอำนาจวาสนา ทำให้เมื่อนางคลอดบุตรออกมา ปรากฏวออกมาเป็นไข่สองฟองแทน ด้วยความที่อยากเห็นหน้าลูก นางจึงอดทนรอต่อไปไม่ไหว จึงตัดสินใจทุบไข่ฟองหนึ่งออกมา
ไข่ฟองที่แตก เผยให้เห็นเทพบุตรที่มีกายแค่ครึ่งท่อนด้านบน นามว่า อรุณ อรุณเทพบุตรรู้สึกโกรธมารดาของตนเป็นอย่างมากที่ไม่ยอมรอให้ครบกำหนดคลอดเสียก่อน อรุณจึงสาปให้มารดาของตนกลายไปเป็นทาสของนางกัทรุ และกำหนดให้นางหลุดพ้นจากคำสาปนี้ ก็ต่อเมื่อบุตรคนที่สองของนางเป็นผู้ช่วยไว้ จากนั้นจึงขึ้นไปเป็นสารถีให้กับพระอาทิตย์หรือสุริยเทพ



           ด้วยเหตุนี้ นางวินตาจึงยังไม่กล้าทุบไข่ฟองที่สองออกมาดู และตั้งหน้าตั้งตารอให้ถึงกำหนดที่บุตรคนที่สองจะคลอดออกมา และในที่สุด ไข่ก็ฟักตัวออกมาเป็น พญาครุฑ นั่นเอง


วีดีโอตำนานพญาครุฑ